| ชื่อว่าบัณฑิตย่อมทำประโยชน์ให้สำเร็จได้แล |
|
สาธุ โข ปณฺฑิโต นาม
สํ. ส. ๑๕/๘๒๕ |
| บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมรุ่งเรืองเหมือนไฟสว่าง |
|
ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน ชลํ อคฺคีว ภาสติ
ที.ปา. ๑๑/๑๙๗ |
| บัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ |
|
อนตฺถํ ปริวชฺเชติ อตฺถํ คณฺหาติ ปณฺฑิโต
องฺ.จตุกฺก ๒๑/๔๒ |
| |
| ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุด |
|
ทนฺโต เสฎฺโฐ มนุสฺเสสุ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๓ |
| คนฉลาดย่อมละบาป |
|
กุสโล จ ชหาติ ปาปกํ
ขุ.อุ. ๒๕/๑๖๘ |
| คนมีปัญญา ย่อมแนะนำทางที่ควรแนะนำ |
|
นยํ นยติ เมธาวี
ขุ. ชา. ทุก. ๒๗/๑๘๑๙ |
|
ผู้มีปรีชาได้โภคะแล้ว ย่อมสงเคราะห์หมู่ญาติ |
|
ธีโร โภเค อธิคมฺม สงฺคณฺหาติ จ ญาตเก
ขุ.ชา. ๒๗/๙๓๖ |
| ผู้ใดไม่พูดเป็นธรรม ผู้นั้นไม่ใช่สัตบุรุษ |
|
สนฺโต น เต เย น วทนฺติ ธมฺมํ
สํ. ส. ๑๕/๗๒๕ |
| สัตบุรุษยินดีในการเกื้อกูลสัตว์ |
|
สนฺโต สตฺตหิเต รตา
ชาตฏฺฐกถา ๑/๒๓๐ |
|
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมปรากฎได้ในที่ใกล เหมือนภูเขาหิมพานต์ |
|
ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ หิมวนฺโตว ปพฺพโต
ขุ.ธ. ๒๕/๓๑ |
| สัตบุรุษมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า |
|
สนฺโต สคฺคปรายนา
ขุ. ชา. ๒๗/๑๔๔๘ |
| ผู้สงบใจได้ ย่อมนอนเป็นสุข |
|
อุปสนฺโต สุขํ เสติ
ขุ. ชา. มหา. ๒๘/๔๑๕. |
| กลิ่นของสัตบุรุษย่อมหอนทวนลมได้ |
|
สตญจ คนฺโธ ปฏิวาตเมติ
ขุ. ธ. ๒๕/๑๔ |
|
คนซึ่งรู้สึกตนว่าโง่ จะเป็นผู้ฉลาดเพราะเหตุนั้นได้บ้าง |
|
โย พาโล มญฺญติ พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส
ขุ. ธ. ๒๕/๑๕ |
อสัตบุรุษ แม้นั่งอยู่ในที่นี้เองก็ไม่ปรากฎ เหมือนลูกศรที่ยิงไปกลางคืน ฉะนั้น
|
|
อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ รตฺติขิตฺตา ยถา สรา
ขุ.ธ. ๒๕/๓๑ |
| อสัตบุรุษย่อมไปนรก |
|
อสนฺโต นิรยํ ยนฺติ
สํ. ส. ๑๕/๙๐ |
| ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ |
|
สุวิชาโน ภวํ โหติ
ขุ. สุ. ๒๕/๓๐๔ |
| ผู้เคารพย่อมมีผู้เคารพตอบ |
|
ครุ โหติ สคารโว
ขุ. ชา. ๒๘/๔๐๑ |
| ผู้ไหว้ย่อมได้รับไหว้ตอบ |
|
วนฺทโก ปฎิวนฺทนํ
ขุ. ชา. ๒๘/๔๐๑ |
| ผู้กินคนเดียวไม่ได้ความสุข |
|
เนกาสี ลภเต สุขํ
ขุ. ชา. ๒๗/๑๖๗๔ |
| คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก |
|
นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต
ขุ. ธ. ๒๕/๒๗ |
| คนแข็งกระด้างก็มีเวร |
|
อติติกฺโข จ เวรวา
ขุ. ชา. ๒๗/๑๗๐๓ |
| คนตรงไม่พูดคลาดความจริง |
|
น อุชุภูตา วิตถํ ภณนฺติ
ขุ. ชา. ๒๗/๕๐๓ |
| มารดาบิดาท่านว่าเป็นบูรพาจารย์ (ของบุตร) |
|
ปุพพาจริยาติ วุจฺจเร
องฺ.ติก. ๒๐/๑๖๘ |
| มารดาบิดาเป็นที่นับถือของบุตร |
|
อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ
ขุ.อิติ. ๒๕/๒๘๖ |
| สามีเป็นเครื่องปรากฏของสตรี |
|
ภตฺตา ปญฺญาณมิตฺถิยา
สํ.ส. ๑๕/๕๗ |
| บรรดาภริยาทั้งหลาย ภริยาผู้เชื่อฟัง เป็นผู้ประเสริฐ |
|
สุสฺสูสา เสฏฺฐา ภริยานํ
สํ.ส. ๑๕/๑๐ |
| บรรดาบุตรทั้งหลาย บุตรผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐ |
|
โย จ ปุตฺตา นมสฺสโว
สํ.ส. ๑๕/๑๐ |
| ผู้มีความดี จงรักษาความดีของตนไว้ |
|
คุณวา จาตฺตโน คุณํ
ขุ.ชา.สตฺตก. ๒๗/๒๑๒ |
| |
เมื่อเขาขอโทษ ถ้าผู้ใดมีความขุ่นเคือง
โกรธจัด ไม่ยอมรับ ผู้นั้นชื่อว่า หมกเวรไว้ |
|
อจฺจยํ เทสยนฺตีนํ โย เจ น ปฏิคณฺหติ
โกปนฺตโร โทสครุ ส เวรํ ปฏิมุจฺจติ
สํ.ส. ๑๕/๑๑๐ |
| |
|
|
ผู้ที่มีมารดาบิดาเลี้ยงมาได้โดยยากอย่างนี้
ไม่บำรุงมารดาบิดา ประพฤติผิดในมารดาบิดา ย่อมเข้าถึงนรก |
|
เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส ปิตุ อปริจารโก
ปิตริมิจฺฉาจริตฺวาน นิรยํ โส อุปปชฺชติ
ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๒ |
| |
|
|
|
ถีงเป็นคนมีเดช มีปัญหาเฉียบแหลม อันคนเป็นอันมากสักการบูชา อยู่ในอำนาจสตรีเสียแล้วย่อมไม่รุ่งเรือง เหมือนพระจันทร์ถูกพระราหูบังฉะนั้น |
|
เตชวาปิ หิ นโร วิจกฺขโณ
สกฺกโต พหุชนสฺส ปูชิโต
นารีนํ วสงฺคโต น ภาสติ
ราหุนา อุปหโตว จนฺทิมา
ขุ.ชา. ๒๘/๓๑๓ |
| |
|
|
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมปรากฎได้ในที่ใกล เหมือนภูเขาหิมวันต์
อสัตบุรุษทั้งหลายถึงในที่นี้ก็ไม่ปรากฎ เหมือนลูกศรที่ยิงไปกลางคืน ฉะนั้น
|
|
ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ หิมวนฺโตว ปพฺพโต
อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ รตฺติขิตฺตา ยถา สรา
ขุ.ธ. ๒๕/๓๑ |
ผู้มีปรีชาได้โภคะแล้ว ย่อมสงเคราะห์หมู่ญาติ
เพราะการสงเคราะห์นั้น เขาย่อมได้เกียรติ ละไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์
|
|
ธีโร โภเค อธิคมฺม สงฺคณฺหาติ จ ญาตเก
เตน โส กิตฺตึ ปปฺโปติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทติ
ขุ.ชา. ๒๗/๙๓๖ |
ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล คนเขลายังเข้าใจว่ามีรสหวาน
แต่บาปให้ผลเมื่อใด คนเขลาย่อมประสบทุกข์เมื่อนั้น |
|
มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจติ ปาปํ อถ (พาโล) ทุกฺขํ นิคจฺฉติ
ขุ.ธ. ๒๕/๑๕ |
ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว ละเสียได้ด้วยกรรมดี
ผู้นั้นย่อมยังโลกให้สว่าง เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆ |
|
ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ กุสเลน ปิถียติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา
ม.ม. ๑๓/๕๓๔ |
| |
|
|
|
บุคคลนั่งหรือนอน (อาศัย) ที่ร่มเงาตันไม้ใด
ไม่ควรรานกิ่งต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนเลวทราม |
|
ยสฺส รุกฺขสฺส ฉายาย นิสีเทยฺย สเยยฺย วา
น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปโก
ขุ.เปต. ๒๖/๑๐๖ |
| |
|
|
ผู้ใดย่อมเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรม
บัณฑิตย่อมสรรเสริญผู้นั้นในโลกนี้ เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ |
|
โย มาตรํ ปิตรํ วา มจฺโจ ธมฺเมน โปสติ
อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทติ
ขุ.ชา. ๒๘/๕๒๒ |
| |
|
|
| ผู้ใดไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่ ถึงความหมดจด มีทิฏฐิสมบูรณ์ มีปัญญา, พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นอริยะ. |
|
อกฺโกธโน อนุปนาหี อมกฺขี สุทฺธตํ คโต
สมฺปนฺนทิฏฺฐิ เมธาวี ตํ ชญฺญา อริโย อิติ
(สารีปุตฺตเถร) ขุ ปฏิ. ๓๑/๒๔๑. |
| |
|
|
| คนเขลาย่อมซูบซีด เพราะคำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง เพราะเศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว เหมือนต้นอ้อสดที่ถูกตัด. |
|
อนาคตปฺปชปฺปาย อตีตสฺสานุโสจนา
เอเตน พาลา สุสฺสนฺติ นโฬว หริโต ลุโต.
สํ. ส. ๑๕/๗. |
| |
|
|
| คนฉลาด ไม่ฟุ่งซ่าน ไม่คลอนแคลน มีปัญญา สำรวมอินทรีย์ มีมิตรดี พึงทำที่สุดทุกข์ได้. |
|
อนุทฺธโต อจปโล นิปโก สํวุตินฺทฺริโย
กลฺยาณมิตฺโต เมธาวี ทุกฺขสฺสนฺตกโร สิยา.
(อญฺญาโกณฺฑญฺญเถร) ขุ. เถร. ๒๖/๓๖๖. |
| |
|
|
| กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก, บัณฑิตรู้ดังนี้แล้ว ไม่ใยดีในกามแม้เป็นทิพย์. |
|
อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา กามา อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต
อปิ ทิพฺเพสุ กาเมสุ รตึ โส นาธิคจฺฉติ.
ขุ. ธ. ๒๕/๔๐. |
| |
|
|
| ผู้ประกอบตนในสิ่งที่ไม่ควรประกอบ และไม่ประกอบตนในสิ่งควรประกอบ ละประโยชน์เสีย ถือตามชอบใจ ย่อมกระหยิ่มต่อผู้ประกอบตนเนืองๆ. |
|
อโยเค ยุญฺชมตฺตานํ โยคสฺมิญฺจ อโยชยํ
อตฺถํ หิตฺวา ปิยคฺคาหี ปิเหตตฺตานุโยคินํ.
ขุ. ธ. ๒๕/๔๓. |
| ผู้ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษ ทั้งภายใน ทั้งภายนอก มีเทวดาและมนุษย์บูชาในโลกทั้งปวง ผู้นั้นจึงล่วงข่ายคือเครื่องข้องได้ และเป็นมุนี. |
|
อสตญฺจ สตญฺจ ญตฺวา ธมฺมํ
อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก
เทวมนุสฺเสหิ จ ปูชิโต โย
โส สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ.
ขุ. สุ. ๒๕/๔๓๒. ขุ. มหา. ๒๙/๔๐๖. |
| |
|
|
| สมณะภายนอกไม่มี, สังขารเที่ยงไม่มี, ความหวั่นไหวของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี, เหมือนรอยเท้าไม่มีในอากาศ. |
|
อากาเสว ปทํ นตฺถิ สมโณ นตฺถิ พาหิโร
สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ นตฺถิ พุทฺธานมิญฺชิตํ.
ขุ. ธ. ๒๕/๔๙. |
| |
|
|
| เกียรติยศย่อมเจริญแก่ผู้ขยัน มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท. |
|
อุฏฺฐานวโต สตีมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน
สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ.
ขุ. ธ. ๒๕/๑๘. |
| |
|
|
| ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ คนละความชนะและความแพ้ได้แล้ว สงบใจได้ ย่อมนอนเป็นสุข |
|
ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชยํ.
ขุ. ชา. มหา. ๒๘/๔๑๕. |
| |
|
|
(เพราะธรรมของสัตบุรุษยากที่อสัตบุรุษจะประพฤติตาม) คติที่ไปจากโลกนี้ของสัตบุรุษและอสัตบุรุษจึงต่างกัน, คืออสัตบุรุษไปนรก, สัตบุรุษไปสวรรค์. |
|
ตสฺมา สตญฺจ อสตญฺจ นานา โหติ อิโต คติ
อสนฺโต นิรยํ ยนฺติ สนฺโต สคฺคปรายนา.
ขุ. ชา. มหา. ๒๘/๔๑๕ |
| |
|
|
| เพราะนักปราชญ์มีสติตั้งมั่นในธรรมวินัยนี้ ไม่เสพกามและบาป พึงละกามทั้งทุกข์ได้ ท่านจึงกล่าวบุคคลนั้นว่า ผู้ไปทวนกระแส. |
|
ตสฺมา หิ ธีโร อิธุปฏฺฐิตาสติ
กาเม จ ปาเป จ อเสวมาโน
สหาปิ ทุกฺเขน ชเหยฺย กาเม
ปฏิโสตคามินี ตมาหุ ปุคฺคลํ.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๗. |
| |
|
|
| เมื่อสัตบุรุษให้สิ่งที่ให้ยาก ทำกรรมที่ทำได้ยาก, อสัตบุรุษย่อมทำตามไม่ได้ เพราะธรรมของสัตบุรุษยากที่อสัตบุรุษจะประพฤติตาม |
|
ทุทฺททํ ททมานานํ ทุกฺกรํ กมฺมกุพฺพตํ
อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติ สตํ ธมฺโม ทุรนฺวโย.
(โพธิสตฺต) ขุ. ชา. ทุก. ๒๗/๖๓. |
| |
|
|
| บุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติก็หาไม่ เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่ (แต่) เป็นคนเลวเพราะการกระทำ เป็นผู้ประเสริฐก็เพราะการกระทำ. |
|
น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ
กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ.
ขุ. สุ. ๒๕/๓๕๒. |
| |
|
|
| บุคคลถึงความสำเร็จแล้ว (พระอรหันตผล) ไม่สะดุ้ง ปราศจากตัณหา ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ตัดลูกศรอันจะนำไปสู่ภพได้แล้ว ร่างกายจึงชื่อว่า มีในที่สุด. |
|
นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี วีตตณฺโห อนงฺคโณ
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ อนฺติโมยํ สมุสฺสโย.
ขุ. ธ. ๒๕/๖๓. |
| |
|
|
ผู้ใดมีความสัตย์ มีธรรม มีความไม่เบียดเบียน มีความสำรวม
และมีความข่มใจ ผู้นั้นแล ชื่อว่า ผู้มีปัญญา หมดมลทิน เขาเรียกท่านว่า เถระ.
|
|
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ อหึสา สญฺญโม ทโม
ส เว วนฺตมโล ธีโร โส เถโรติ ปวุจฺจติ.
ขุ. ธ. ๒๕/๕๐. |
| |
|
|
| เมื่อใด บัณฑิตรู้ว่า ชราและมรณะเป็นทุกข์ กำหนดรู้ทุกข์ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งปุถุชน มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ประกอบความยินดีที่ยิ่งกว่านั้น. |
|
ยทา ทุกฺขํ ชรามรณนฺติ ปณฺฑิโต
อวิทฺทสู ยตฺถ สิตา ปุถุชชนา
ทุกฺขํ ปริญฺญาย สโต ว ฌายติ
ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทติ.
(ภูตเถร) ขุ. เถร. ๒๖/๓๔๔. |
| |
|
|
| คนบางพวกเหล่าใด ไม่สำรวมในกาม ยังไม่ปราศจากราคะ เป็นผู้บริโภคกามในโลกนี้, คนเหล่านั้นถูกตัณหาครอบงำ ลอยไปตามกระแส (ตัณหา) ต้องเป็นผู้เข้าถึงชาติชราร่ำไป. |
|
เย เกจิ กาเมสุ อสญฺญตา ชนา
อวีตราคา อิธ กามโภคิโน
ปุนปฺปุนํ ชาติชรูปคา หิ เต
ตณฺหาธิปนฺนา อนุโสตคามิโน.
องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๗. |
| |
|
|
| คนเหล่าใดเขลา มีปัญญาทราม มีความคิดเลว ถูกความหลงปกคลุม, คนเช่นนั้น ย่อมติดเครื่องผูกอันมารทอดไว้นั้น. |
|
เย จ โข พาลา ทุมฺเมธา ทุมฺมนฺตี โมหปารุตา
ตาทิสา ตตฺถ รชฺชนฺติ มารกฺขิตฺตสฺมิ พนฺธเน.
(นนฺทกเถร) ขุ. เถร. ๒๖/๓๑๒. |
| |
|
|
ผู้มีปัญญาเหล่าใด ประกอบด้วยศีล ยินดีในความสงบด้วยปัญญา ผู้มีปัญญาเหล่านั้น เว้นไกลจากความชั่วแล้ว ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น.
|
|
เย จ สีเลน สมฺปนฺนา ปญฺญายูปสเม รตา
อารกา วิรตา ธีรา น โหนฺติ ปรปตฺติยา.
(โพธิสตฺต) ขุ. ชา. จตุกฺก. ๒๗/๑๔๓. |
| |
|
|
ผู้มีปัญญาเหล่าใด ขวนขวายในฌาน ยินดีในความสงบอันเกิดจากเนกขัมมะ เทวดาทั้งหลายก็พอใจต่อผู้มีปัญญา ผู้รู้ดีแล้ว มีสติเหล่านั้น.
|
|
เย ฌานปสุตา ธีรา เนกฺขมฺมูปสเม รตา
เทวาปิ เตสํ ปิหยนฺติ สมฺพุทฺธานํ สตีมตํ.
ขุ. ธ. ๒๕/๓๙. |
| |
|
|
ผู้ใดเป็นคนขัดเคือง เหนียวแน่น ปรารถนาลามก ตระหนี่ โอ้อวด ไม่ละอาย และไม่เกรงกลัวบาป พึงรู้ว่า ผู้นั้นเป็นคนเลว.
|
|
โรสโก กทริโย จ ปาปิจฺโฉ มจฺฉรี สโฐ
อหิริโก อโนตฺตปฺปี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ.
ขุ. สุ. ๒๕/๓๕๑. |
| |
|
|
| ผู้มีบุตรย่อมเศร้าโศกเพราะบุตร, ผู้มีโคย่อมเศร้าโศกเพราะโคเหมือนกัน, นรชนมีความเศร้าโศกเพราะอุปธิ, ผู้ใด ไม่มีอุปธิ ผู้นั้น ไม่ต้องเศร้าโศกเลย. |
|
โสจติ ปุตฺเตหิ ปุตฺติมา
โคมิโก โคหิ ตเถว โสจติ
อุปธีหิ นรสฺส โสจนา
น หิ โส โสจติ โย นิรูปธิ.
สํ. ส. ๑๕/๙. |